MC พิธีกร กับพริตตี้ ต่างกันยังไง หน้าที่ไหนเหมาะกับงานของคุณ

เคยสงสัยกันไหมเวลาเห็นเรียกผู้หญิงที่อยู่ตามบูธงานอีเวนท์ด้วยชื่อหลายชื่อ บางคนก็เรียกว่า พริตตี้ บางคนก็เรียกว่า MC พิธีกร แล้วสรุปว่าใครเรียกถูก ใครเรียกผิดกันแน่ วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันว่า พริตตี้ กับ MC เหมือนกัน หรือต่างกันตรงไหน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พริตตี้ กับ MC พิธีกร คืออะไรและต่างกันยังไง เริ่มจาก พริตตี้ ก่อนเลย PT หรือ Pretty girl ถ้าแปลกันตรงตัวเลยก็คือ ผู้หญิงน่ารัก ผู้หญิงสวย จริงๆแล้วหน้าที่ของพริตตี้เองก็เป็นไปตามชื่อเลย ก็คือทำตัวน่ารัก เป็นแรงดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาในบูธ สามารถแนะนำสินค้าเบื้องต้นให้ลูกค้าสนใจได้ โดยเราจะพบเห็นพริตตี้ได้ตามงาน Event, งานแสดงสินค้า (Exhibitions) โดยผู้จ้างส่วนใหญ่ที่จ้างพริตตี้ ก็เพราะต้องการให้ลูกค้าเข้ามาที่บูธนั้นเอง

โดยจุดเราสามารถดูได้ว่าพริตตี้คนไหน เป็นคนที่เหมาะกับงาน หรือเป็นคนที่เก่ง เริ่มจากบุคลิกภาพที่ดูดี เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นพริตตี้ต้องสร้างความน่าเชื่อ สร้างแรงดึงดูดให้กับบูธ อาจจะไม่ต้องเป็นคนที่สวยมาก แต่ต้องมีดูแล้วน่าสนใจ

ลำดับต่อมาคือมนุษย์สัมพันธ์ต้องดี เนื่องจากต้องยืนในบูธเป็นเวลานาน ดังนั้นหากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ต่อความเหน็ดเหนื่อยแล้วละก็ พริตตี้คนนี้ก็อาจจะไม่เหมาะกับงานของคุณ

ข้อสุดท้ายที่สำคัญก็คือ มีทักษะการสื่อสารที่ดี มีความเป็นนักการตลาด เนื่องจากว่าพริตตี้เป็นด่านแรกก่อนที่ลูกค้าจะเข้าถึงสินค้า ดังนั้นทักษะการสื่อสาร พูดจาโน้มน้าวใจ ชักจูงให้ลูกค้าเข้าบูธ และต้องสามารถแนะนำสินค้าได้ตรงเป้าหมาย มีความรู้เทคนิคในการนำเสนอสินค้า ซึ่งจะสามารถช่วยในการขายได้เป็นอย่างดี

ลำดับต่อมาคือ MC

ในส่วนของ MC นั้นมาจากคำว่า Master of ceremonies แปลเป็นไทยได้ว่า ผู้ควบคุมงาน, ผู้ดำเนินงาน หรือที่เรียกว่า พิธีกร นั้นเอง สำหรับ MC/พิธีกร เราสามารถแบ่งได้หลักๆ คือ 2 ประเภท อย่างประเภทแรกคือ พิธีกรอาชีพ คอยดำเนินรายการบนเวที และในกิจกรรมต่างตลอดจนไปถึงงานเลี้ยง งานแต่งงานลำดับต่อมาคือ MC Pretty ถ้าเป็น MC Pretty ส่วนใหญ่หน้าที่จะไม่ต่างจาก พริตตี้เท่าไรนัก เพียงแต่มีความสามารถในด้านการสื่อสารมากกว่า จึงสามารถพูดประชาสัมพันธ์ออกไมค์ได้ ซึ่งปกติถ้าเป็นพริตตี้ก็จะไม่ได้พูดผ่านไมค์ แต่ MC pretty สามารถทำได้

สรุปข้อแตกต่างระหว่าง MC/พิธีกร กับ พริตตี้
1.
MC คือ พิธีกร มีหน้าที่ดำเนินรายการ สามารถออกงานได้ทั้ง Event, งานเลี้ยง, งานแต่ง แต่จะไม่ยืนตามบูธ ทำหน้าที่เฉพาะ ดำเนินรายการบนเวทีเท่านั้น

2.
พริตตี้ มีหน้าที่ดึงดูดลูกค้า และโน้มน้าวใจให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมบูธ รวมถึงแนะนำสินค้าเบื้องต้น แนะนำสินค้าให้ตรงตามเป้าหมาย แต่ไม่สามารถพูดแนะนำสินค้า หรืออธิบายสินค้าออกอากาศได้ (อธิบายผ่านไมค์โครโฟน)

3.
MC Pretty มีหน้าที่เหมือนกับพริตตี้ คือ ดึงดูดลูกค้า คอยแนะนำสินค้า ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้า แต่จะแตกต่างกันตรงที่ MC Pretty สามารถพูดแนะนำสินค้า หรือ บูธ ออกอากาศได้

จัดกีฬาสีอย่างไรไม่ให้น่าเบื่อ

การจัดกีฬาสีภายในองค์กรไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ได้ง่ายเสมอไปสิ่งสำคัญคือจะจัดอย่างไรให้พนักงานทุกคนในบริษัทมีส่วนร่วมเล่นกิจกรรมที่สนุกสนานแบบไม่เบื่อตลอดทั้งวันและให้เกิดความสามัคคีเกิดการร่วมแรงร่วมใจเพื่อที่จะได้ทำงานให้บริษัทได้บรรลุตามเป้าหมาย

การเลือก Theme เพื่อจัดงานกีฬาสีของบริษัทจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและอีกสิ่งที่สำคัญคือเกมส์ที่จะใช้แข่งขันต้องมีความแปลกใหม่ ท้าทาย เล่นได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย

วันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับกิจกรรมการจัดกีฬาสีมาฝากเราขอแยกเกมส์การแข่งขันออกเป็น 2 รูปแบบ

รูปแบบที่1

เกมส์ที่ต้องใช้พละกำลังก็จะได้ความทุ่มเทสนุกสนาน ยกตัวอย่างเช่น basket running / football Rider หรือจะยังคงไว้ซึ่งเกมกีฬาพื้นบ้านรูปแบบใหม่ที่ต้องออกแรงเยอะๆ เช่น วิ่งแทงแซงแหลก / โดนัทมหาสนุก ฯลฯ

รูปแบบที่2

เกมส์ประลองปัญญาแบบญี่ปุ่นหรือแบบชิงร้อยชิงล้านอย่างครบวงจร ก็จะทำให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสถึงความสนุกที่หลากหลายอย่างไม่มีเบื่อ

เห็นไหมครับว่างานกีฬาสีบริษัทหรืองานกีฬาสีภายในองค์กรไม่จำเป็นต้องยึดรูปแบบเดิมเหมือนที่ผ่านมาเคยจัด มาแข่งแล้วให้มันจบๆแล้วก็กลับไปทำงานต่อ แต่ควรเป็นงานที่สร้างความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ ผู้ร่วมกิจกรรมรู้สึกสนุกสนานเต็มที่ เป็นกิจกรรมที่น่าจดจำและอยากกลับมาเล่นต่ออีกครั้ง

ดังนั้นหากบริษัทหรือองค์กรใดที่ไม่ได้มีความเชี่ยววชาญด้านการจัดกีฬาสีแต่อยากจัดกีฬาในรูปแบบใหม่เหมือนปัจจุบัน NK Sport Day & Event Service เรามีบริการรับทำโครงการจัดกีฬาสีภายในองค์กรไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานภาครัฐให้ครบจบในที่เดียวโดยไม่ต้องกังวลและเหน็ดเหนื่อยในการจัดงาน คุณเคยมีงบประมาณเท่าไหร่ ปรึกษาเราได้เราสามารถจัดกีฬาสีรูปแบบใหม่ในงบเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมอีกนิดหน่อยให้คุณได้สนุกสนานในรูปแบบที่คุณไม่เคยจัดมาก่อนแน่นอน

แค่นี้งานกีฬาสีแค่นี้งานกีฬาสีในหน่วยงานหรือองค์กรของคุณก็ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาการจัดงานกีฬาสีให้กับองค์กรหรือหน่วยงานอยู่ อย่าลืมมองหาหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดงานรูปแบบนี้โดยเฉพาะที่มีประสบการณ์โดยตรงมากมาย

เราพร้อมเนรมิตรูปแบบงานเราพร้อมเนรมิตรูปแบบงานและความสนุกสนานให้กับคุณได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

สนใจติดต่อเรา

http://www.Facebook.com/nksportdayevent/

คำพูดเปลี่ยนชีวิต

คำพูดของคนเรามันเป็นเหมือนอาวุธประจำตัว เมื่อใช้มันในทางที่ถูกมันก็มีคุณ เมื่อใช้มันในทางที่ผิดมันก็มีโทษ

คนที่พูดเก่งไม่ได้หมายถึงคนที่พูดเยอะ พูดมาก หรือเป็นนักพูด คนที่พูดเก่งคือคนที่มีทักษะจิตวิทยาในการพูดต่างหาก บางคนชอบอ้างว่าตัวเองเป็นคนตรงเป็นคนที่พูดและทำอะไรตรงๆ เป็นเรื่องที่ดีครับสำหรับการเป็นคนตรง พูดตรง และทำอะไรตรงๆ แต่ต้องบอกว่าต้องใช้ให้ถูกที่ ถูกโอกาส ถูกเวลา หรือรวมๆเราเรียกว่า ถูกกาละเทศะ

คำพูดเมื่อออกจากปากเราไปแล้วมันเป็นนายเราเสมอ การพูดบางครั้งสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเราเองและเปลี่ยนชีวิตผู้อื่นได้เลยทั้งชีวิต ทักษะจิตวิทยาการพูดนั้นไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้สำหรับคนที่จะเป็นนักพูด คนที่จะเป็นผู้นำ หรือคนที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจหรืออะไรก็แล้วแต่เสมอ แต่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนปกติทั่วไป

อย่าลืมนะครับคำพูดมันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเราเองและผู้อื่นได้เลยทั้งชีวิต

“คำพูดของคนที่เรารักสามารถฆ่าเราได้เสมอ คนพูด พูดแล้วก็ลืม
แต่คนฟัง ฟังแล้วอาจไม่ลืมไปทั้งชีวิต”

เหตุผลที่ธุรกิจบริการต้องรู้ในการทำ CRM ก่อนที่จะเสียลูกค้าไป

เหตุผลที่ธุรกิจบริการต้องรู้ในการทำ CRM ก่อนที่จะเสียลูกค้าไป!!

ปัจจุบันนี้บอลโลกแข่งการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นบวกกับสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีนัก กระแสความนิยมในตลาดมาไวไปไวลูกค้าก็หายไปพร้อมๆกับกระแส หรือบางครั้งความต้องการของลูกค้ามีหลากหลายจนธุรกิจบริการเอาใจไม่ถูก สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจของคุณไม่มากก็น้อย ซึ่งผมเชื่อว่าแต่ละธุรกิจคงจะมีวิธีรับมือปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการลดราคา จัดหนักกับโปรโมชั่นหรือเพิ่มความหลากหลายเพื่อดึงดูดลูกค้าให้กลับมาใช้บริการ แต่ในบางร้านอาจจะยังหาต้นตอของปัญหาไม่เจอไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี

หลายๆท่านคงจะรู้จักระบบ CRM หรือ customer relationship management system ระบบที่จะช่วยให้ธุรกิจคุณจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าและนำไปสู่การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อผลกำไรที่ยั่งยืน

ระบบ CRM คือเลขาส่วนตัวที่ช่วยให้วางแผนได้แม่นยำขึ้น

ทั้งที่มีการจัดโปรโมชั่นกระหน่ำไปอย่างมากมายแต่ทำไมยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรการที่ธุรกิจบริการมีข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการของลูกค้าจากโปรโมชั่นจะทำให้ธุรกิจมองเห็นโอกาสและปัญหาพร้อมทั้งวางกลยุทธ์ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดและมีรายได้เติบโตขึ้นลองมาดูตัวอย่างครับ

สมมุติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหารข้อมูลจากระบบ POS จะทำให้คุณเห็นแนวโน้มว่าลูกค้ามาที่ร้านแล้วชอบสั่งอะไรยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าชอบฟังส้มตำไก่ทอดคู่กับโค้ก ในขณะที่เมนูยำกลับขายไม่ดี คุณก็เลยวางกลยุทธ์โดยจัดโปรโมชั่นสั่งเมนูเซ็ตส้มตำไก่ทอดพร้อมเมนูยำคู่กับโค้ก ในราคาที่เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยแต่ยังได้กำไรอยู่เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเห็นถึงความคุ้มค่าและสั่งอาหารในปริมาณเพิ่มขึ้นแทนที่จะสั่งเหมือนกับเซตแรก ซึ่งแน่นอนว่าในธุรกิจของคุณอาจจะมีการจัดโปรโมชั่นหลายตัวพร้อมกันทำให้ยากที่จะติดตามผลว่าโปรโมชั่นไหนมีกระแสตอบรับเป็นยังไงบ้าง แต่ไม่ต้องห่วงเพราะการมีระบบ CRM เหมือนมีเลขาส่วนตัวที่จะช่วยเก็บข้อมูลรายงานการแลกรับสิทธิของแต่ละโปรโมชั่นในแต่ละช่วงเวลา การแลกสิทธิมากไม่เพียงแสดงให้เห็นว่าของรางวัลหรือสิทธิพิเศษเหล่านั้นโดนใจลูกค้าเก่าจนอยากกลับมาใช้บริการแต่ยังดึงดูดลูกค้าใหม่ๆด้วย แค่นี้คุณก็ไม่ต้องเสียทรัพยากรไปอย่างไร้ประโยชน์สามารถวางแผนจัดการโปรโมชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาที่จะกระตุ้นลูกค้าได้ดีที่สุดเลือกของรางวัลที่ลูกค้าชอบและกำหนดยอดแลกของรางวัลได้อย่างเหมาะสม

แค่มี CRM ยังไงลูกค้าก็ติด

ยุคนี้เป็นยุคที่ใครๆก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีร้านใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายเกิดการแข่งขันในตลาดเต็มไปหมด ท่ามกลางคู่แข่งจำนวนมากแน่นอนลูกค้าย่อมมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นไม่ต้องง้อร้านเดิมอีกต่อไป และการหาลูกค้าใหม่ในปัจจุบันยังมีต้นทุนที่สูงกว่าการรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้มาก การที่ธุรกิจจะสร้างความประทับใจให้ลูกค้าและรักษาลูกค้าไว้ไม่ให้เปลี่ยนใจไปเป็นลูกค้าธุรกิจอื่นจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ธุรกิจควรเลือก แต่เพียงแค่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพอาจไม่เพียงพอกับลูกค้าการใช้ระบบ CRM อย่างบัตรสะสมแต้มและมอบสิทธิพิเศษหรือของรางวัลให้กับลูกค้าจะช่วยลดอัตราการเปลี่ยนไปใช้บริการธุรกิจคู่แข่งของลูกค้าและทำให้ลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านหวยขึ้น นอกจากนี้การที่ธุรกิจมีช่องทางติดต่อกับลูกค้าจากข้อมูลที่ลูกค้ากรอกยังทำให้ธุรกิจสามารถส่งโปรโมชั่นสิทธิประโยชน์ต่างๆผ่านทาง Social Media ให้กับลูกค้าทราบเพื่อกระตุ้นยอดขายและดึงดูดลูกค้ากลับมาใช้บริการได้ด้วย

กำไรพุ่งได้อีกถ้าทรีทลูกค้าถูกวิธี

การแบ่ง segment ลูกค้าที่มีความถี่ในการมาใช้บริการและยอดใช้จ่ายต่อเดือนเพื่อมอบสิทธิพิเศษที่แตกต่างให้กับลูกค้าจะช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่นหรือธุรกิจคู่แข่งน้อยลง

ในแง่ของเจ้าของธุรกิจการแบ่งกลุ่มลูกค้าจะทำให้ธุรกิจสามารถทำการตลาดกับลูกค้าที่เป็นลูกค้าประจำและสร้างรายได้สูงสุดให้กับธุรกิจซึ่งเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการทำการตลาดแบบ 1-1กับลูกค้ากลุ่มหนึ่ง อย่างการส่งข้อความสุขสันต์วันเกิดพร้อมแนะนำสิทธิพิเศษต่างๆหรืออาจมีของขวัญเล็กๆน้อยๆ หากลูกค้ามาใช้บริการในวันเกิดของตัวเองเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้านั่นเอง

จะเห็นได้ว่า CRM หรือการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่ใช่แค่การทำโปรโมชั่นบัตรสะสมแต้มหรือสิทธิพิเศษของรางวัลเท่านั้นแต่ความจริงการจะรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้านั้นต้องเริ่มตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบปริมาณการใช้จ่ายความถี่ในการกลับมาใช้บริการ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายและความสนใจของลูกค้าเพื่อออกแบบสินค้าบริการในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุดและสื่อสารสิ่งดีๆที่ธุรกิจอยากมอบให้ลูกค้าทราบผ่านช่องทางที่ลูกค้าใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ยิ่งอิจฉา วิจารณ์คนอื่นมากเท่าไหร่ ยิ่งโชว์ความมั่นใจต่ำของคุณเอง

ลองคิดดูดีๆนะครับว่าอะไรทำให้คุณอิจฉาคนๆหนึ่ง ถ้าคุณคิดดูดีๆ คุณจะพบว่าสิ่งที่คุณอิจฉาคนอื่นหรือวิจารณ์คนอื่นนั้นคือความสุขของเขาเสมอ

ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีเงินน้อยกว่าคุณ หรือมีเงินมากกว่าคุณ ไม่ว่าคนๆนั้นจะแต่งงานหรือว่ายังโสดแต่เมื่อเขามีความสุขคุณจะอิจฉาเขาเสมอจริงไหมครับ บางคนถึงขั้นเอาความสุขของคนอื่นที่เราอิจฉาไปวิจารณ์ แน่นอนครับไม่มีใครอิจฉาคนที่มีความทุกข์แน่นอนครับ

ผมมักจะได้ยินคนส่วนมากที่อิจฉาคนอื่นพูดเสมอว่า “เนี้ยอยากจะเอาชนะคนที่เราอิจฉา” แต่คุณรู้ไหมครับคุณแพ้เขาตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณเริ่มอิจฉาเขา ถามว่าเพราะอะไร เพราะเวลาคุณอิจฉาคนอื่น คุณทุกข์หรือสุข แน่นอนครับคุณทุกข์แน่นอนเวลาที่คุณอิจฉาคนอื่นลึกๆอยู่ในใจ

ข้อคิดหนึ่งที่ผมอยากจะบอกคือเราอย่าคิดว่าเราจะไปเอาชนะคนอื่นที่เราอิจฉาอยู่ เพราะแค่เราคิดและวิจารณ์คนอื่น เราก็ทุกข์กว่าเขาแล้ว แสดงว่าเรามองว่าเรามีคุณค่าที่ต่ำกว่าเขาน้อยกว่าเขาแล้ว เวลาที่เราอิจฉาใคร อย่าไปวิจารณ์เขา ให้เราคิดว่าการอิจฉาเปรียบเสมือน(อิฐ) อิฐ เวลาเราแบกมันก็หนัก แต่ถ้าเราไม่แบกเราเอามันไปก่อร่างสร้างฐาน ขอให้ใช้มันสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเราเองมากขึ้นกว่าเมื่อวาน ใช้มันพัฒนาให้ตัวเราสำเร็จ ให้เรามีความสุขมากขึ้น นั่นแหละครับคือการใช้ความอิจฉาที่ไม่แบกให้ตัวเองทุกข์ แล้ววันนั้นคุณจะเข้าใจ จริงๆมันก็ไม่ได้จำเป็นว่าคุณจะต้องชนะใคร “แต่คุณชนะใจตัวคุณเองหรือเปล่า”

ถ้าคุณ ‘ไม่ชอบ’ ใครก็อยู่กันคนละโลก

อย่าไป ‘ยุ่ง’ เรื่องของเขาถ้าคุณมัวแต่พล่าม

‘วิจารณ์’ เรื่องของเขา มันบ่งบอกว่า ..

1. คุณ ‘ไม่มีอะไรทำ’

2. คุณมี ‘ปมด้อย’

3. ชีวิตคุณ ‘ไม่มีความสุข’

4. เขา ‘มีดี’ จริงๆ จนคุณเลิกสนใจเขาไม่ได้

5. คุณ ‘อิจฉา’ จนต้องทำลายเขา

ถามตัวเองว่า ..

คุณเป็นข้อไหน เผื่อทำให้ฉุกคิด

และยั้งสิ่งที่จะพูดออกมาไว้

เพราะยิ่ง วิจารณ์ คนอื่นเท่าไหร่

ยิ่งโชว์ความ ‘มั่นใจต่ำ’ ของคุณออกมา

วันไหนทำได้ชีวิตคุณก็จะมีความสุขขึ้นอย่างแน่นอน

เพราะบางครั้งเราอาจต้องเก็บความเจ็บปวดไว้ให้ลึกที่สุด

เพราะบางครั้งคนเราอาจจำเป็นต้องเก็บความเจ็บปวดไว้ให้ลึกที่สุด..เท่าที่จะลึกได้

ทุกท่านเคยได้ยินกฏที่เรียกว่า 3 21ไหมครับ

เวลาเราทุกข์ใจเราจะต้องมองความทุกข์ยังไงเนาะ

หลายๆคนที่เวลาทุกข์ใจ คือมันทุกข์ใจมันทำอะไรไม่ถูก สิ่งที่สำคัญนะที่เราจะรู้เลยก็คือเวลาเราไปต่อต้านกับอะไร เราไปวิ่งหนีอะไร เราจะใช้พลังงานเยอะ ยิ่งหนีความทุกข์มันยิ่งทุกข์หนัก และหลายๆคนก็หนีความทุกข์ด้วยการออกไปข้างนอก ไปนั่งกินเหล้า ทำโน่นทำนี่ และเชื่อไหมพอกลับมาบ้านทุกข์หนักกว่าเดิมอีก เวลาที่เราทุกข์นะ เราทำตัวกลมกลืนไปกับมันเลย อะไรที่เราทำตัวกลมกลืนไปกับมัน เราจะรู้สึกไม่เสียพลังงานมาก

เราลองสังเกตสิครับเวลาเราว่ายน้ำ ถ้าเราว่ายน้ำทวนกระแสเราจะรู้สึกใช้พลังงานมาก และเหนื่อย แต่ถ้าเราว่ายน้ำตามกระแส เผลอๆเราไหลไปกับมันโดยไม่ต้องใช้พลังงาน ความทุกข์ก็เหมือนกัน ความทุกข์มันอยู่กับเราไม่นานหรอกถ้าเราเข้าใจมัน

ข้อควรที่เราจะต้องระวังคือ “อยู่คนเดียวระวังความคิด” เวลาเราทุกข์เป็นไปได้อย่าพยายามอยู่คนเดียว ต้องเอาตัวไปอยู่รอบๆผู้คนแต่ต้องเป็นผู้คนที่เข้าใจเรานะ แต่อย่าเอาความทุกข์ของเราไปเล่าให้ใครฟัง เวลาเราเล่าความทุกข์ให้ใครฟังไม่เพียงแต่บางทีคนฟังจะไม่เข้าใจแล้ว เขายังไม่ได้ทำอะไรอีกด้วยนะ ยิ่งเราเล่าเรายิ่งทุกข์ ถ้าจะเล่าให้เล่ากับคนที่เขาฟังแล้วเขาให้ประโยชน์และเข้าใจกับเราจริงๆ

ให้เราหันมาให้กำลังใจตัวเราเอง วิธีง่ายๆ บอกตัวเราเองว่าเรามีข้อดีอะไรบ้าง แน่นอนบางครั้งคนทุกข์ มักจะบอกว่าตัวเราไม่มีข้อดีหรอก ไม่เป็นไรเวลาคิดออกให้จดไว้ หาข้อดีของเราให้เจออย่างน้อย 3 ข้อ แล้วบอกข้อดีของเราซ้ำๆให้กับตัวเราเองฟังทุกวันว่าเรามีข้อดีอะไร จนเราประทับใจและตกหลุมรักตัวเราเอง ทำแบบนี้ 21 วัน จนกลายเป็นนิสัยใหม่ของเรา ถ้าเราเข้าใจกับความทุกข์และไม่ต่อต้านมันความทุกข์มันจะเป็นเพื่อนเราแค่แป๊บเดียวแล้วมันก็หายจากชีวิตเราไป

ทำงานอย่างไรให้มีความสุข

ความสุขถือเป็นสิ่งที่ถามใครหลายๆคนเป็นต้องตอบเหมือนกัน

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับต้องถือว่าในทุกๆวันนี้ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร หรือไม่ได้ทำอาชีพอะไรเลย ทุกคนเหล่านั้นย่อมต้องการสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั้นก็คือ “ความสุข” วันนี้เราจะมาพูดถึงความสุขในการทำงานกันครับ ว่าต้องทำอย่างไรเราถึงจะอยู่ในที่ทำงาน หรือ ทำงานอย่างมีความสุข

ความสุขนั้นแท้จริงแล้วอยู่กับเราตลอดเวลา และมีในทุกๆที่ที่เราอยู่ แต่อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นและเก็บเกี่ยวมันได้มากกว่ากัน คนที่เก็บเกี่ยวได้มากย่อมมีความสุขมากกว่าคนที่เก็บเกี่ยวได้น้อยหรือไม่เก็บเกี่ยวเลย และในขณะเดียวกันที่ความสุขมีอยู่รอบๆตัวเรา ความทุกข์หรือปัญหาก็มีอยู่รอบๆตัวเราเช่นกัน 2 สิ่งนี้มีอยู่ด้านละ 50% วันไหนคุณแก้ปัญหาได้มากด้านความสุขก็จะมากขึ้น วันไหนคุณไม่แก้ปัญหา หรือไม่ลองคิด ลองทำ ลองแก้ด้านความทุกข์ก็จะมากกว่า 50% เหมือนกัน นั้นคือเหตุผลที่หลายๆคนบอกว่า ทำงานไม่มีความสุขเลย จากนี้ไปเราจะมาเติมด้านความสุขให้มันมากกว่า 50% ในทุกๆวันด้วยวิธีเหล่านี้

1.ลองมองหาข้อดีเล็กๆน้อยๆในที่ทำงานดูบ้าง อย่ามัวแต่มองแต่สิ่งใหญ่ๆ

ลองเปิดใจมองโลกแห่งการทำงานให้กว้างขึ้น มองเรื่องดีๆเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นง่ายๆบ้าง เช่นในที่ทำงานเรายังมีสาวสวยที่ยังโสดเป็นเพื่อนร่วมงานอยู่รายล้อมเต็มไปหมด มีแอร์เย็น ไม่ตากแดด มีห้องอาหารที่มีแต่ของอร่อยๆ บางครั้งเราอาจมองหาแต่ความสุขที่ใหญ่ๆเกินไปซึ่งบางครั้งมันก็เกิดยากไม่เกิดขึ้นสักที ชีวิตในที่ทำงานมันเลยดูน่าเบื่อแท้จริงแล้วชีวิตที่ออฟฟิศมันก็ไม่ได้เลวร้ายมากมายขนาดนั้นหรอก จริงๆ แล้วเรื่องดีๆ อาจอยู่รอบตัวก็เป็นได้ หากรู้จักมองโลกในแง่บวก คิดในสิ่งเล็กๆที่เกิดขึ้นง่ายๆบ้าง เพื่อความสุขของเราเอง

2.อย่าพยายามเปลี่ยนคนอื่น

คนเราทุกคนก็เกิดมาไม่เหมือนกันอยู่แล้วต่างกันตั้งแต่บิดา มารดา ถิ่นกำเนิด แล้วเราจะให้เขามาทำให้เราพอใจทุกอย่างจะเป็นไปได้อย่างไร ธรรมชาติจำไว้ว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้ แต่คุณสามารถเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการตอบสนองที่คุณมีต่อพวกเขา เพื่อให้พวกเขาพึงพอใจได้ อย่าให้การกระทำของคนอื่นมีผลต่อตัวคุณ ยังมีทางออกอื่นในการแก้ไขปัญหาอีกมากมาย การหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับสถานการณ์ที่จะทำให้คุณไม่สบายใจ จะช่วยให้จิตใจคุณแจ่มใสขึ้น

3.ปัญหาส่วนตัวทิ้งไว้ที่บ้าน

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่พูดยากเหมือนกัน หลายครั้งที่พยายามจะทิ้งมันไว้ก่อนเดินเข้าประตูที่ทำงาน ปัญหาเหล่านี้ก็พยายามแว๊บเข้ามาในที่ทำงานและในช่วงเวลาทำงานเหมือนกัน เมื่อคุณมีเรื่องที่ต้องคิดเกี่ยวกับครอบครัวหรือเรื่องส่วนตัวอื่น ๆ และปล่อยให้ปัญหามันเข้ามาในที่ทำงาน คุณจะไม่มีความสุขในการทำงานและไม่สามารถจดจ่อกับงานที่ทำอยู่ได้ เพราะฉะนั้น ควรพยายามทิ้งเรื่องส่วนตัวไว้ที่บ้านหรือนอกที่ทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วทุ่มเท สนุกกับงานตรงหน้าให้เหมือนกับทิ้งเรื่องงานไว้ที่ออฟฟิศและมีความสุขกับครอบครัวในวันหยุด แล้วคุณจะมีความสุขในทุกๆ วันทำงานของคุณ

4.เพื่อนคือสิ่งที่ขาดไม่ได้

เพื่อนในที่ทำงานที่มีไลฟ์สไตล์หรือภูมิหลังคล้ายคลึงกับคุณเขาจะสามารถช่วยแบ่งเบาความเครียดได้ไม่น้อยในยามที่คุณอยากระบายให้ใครสักคนฟัง แม้บางปัญหาเพื่อนแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เข้าใจ คอยรับฟังเรื่องราว และเป็นกำลังใจให้คุณเสมอ

5.ให้รางวัลตัวเองบ้าง

เมื่อเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานลองนั่งคิดถึงการได้รับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เรามีความสุขเมื่อได้รับ สิ่งนั้นคือรางวัลของคุณ การให้รางวัลกับตัวเองเป็นความสุขที่สร้างได้ง่ายมาก เวลาที่คุณตั้งเป้าว่าจะต้องทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ และเมื่อคุณทำได้ตามนั้นจริง ๆ ก็ควรให้รางวัลตัวเองด้วยเลย อาจจะไปดูหนัง เล่นกีฬา ช้อปปิ้งสิ่งที่คุณอยากได้ กินข้าวกับเพื่อนสนิท หรืออะไรก็ตามที่คุณชอบ การเติมความสุขให้ชีวิตส่งผลต่ออารมณ์ที่ดีในการทำงาน

คุณลองเริ่มต้นทำดูสักข้อแล้วคุณจะพบกำลังใจในการทำงานที่มีความสุข แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขมันอยู่รอบๆตัวคุณ 

หัวหน้างานที่ดี…เขานั่งอยู่ตรงไหน

จากหัวข้อ “หัวหน้าที่ดี เขานั่งอยู่ตรงไหน” บางคนตอบอย่างรวดเร็วว่า นั่งในห้องเขาสิครับ นั่งหัวโต๊ะเวลาประชุม นั่งรวมๆกับลูกน้องก็ได้ คำตอบที่คุณตอบเหล่านั้นไม่ผิดครับ แต่ที่ที่เราอยากให้หัวหน้านั่งที่สุดในวันนี้ก็คือ “นั่งอยู่ในหัวใจลูกน้อง” (โอ้ววว จะขนาดนั้นเลยหรอครับพี่) แต่ถ้าอ่านจบแล้วยังนั่งอยู่ในหัวใจไม่ได้ ก็ขอแค่อย่าไปนั่งอยู่บนหัวลูกน้องเลย

การที่จะเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจใครสักคนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และความเข้าใจเป็นอย่างมาก หัวหน้าที่จะชนะใจลูกน้องได้ต้อง “ไวต่อความรู้สึกและความต้องการของลูกน้อง” การไวต่อความรู้สึกและความต้องการของลูกน้องนี่แหละคือสิ่งที่เราจะเอาชนะใจเขาได้ ทำให้เขารักเราและพร้อมที่จะทุ่มเททำงานเพื่อเราอย่างเต็มกำลังและความสามารถที่เขามีอยู่ ดั่งคำที่ว่า “เมื่อมีความรัก ความพึงพอใจให้แก่กันแล้วสิ่งใดก็สามารถทำให้ได้หมด” ในทางตรงกันข้าม หากเราทำให้ลูกน้องทำงานอย่างไม่มีความสุข เกิดความรู้สึก เครียด กดดันในการทำงาน เขาก็จะทำงานด้วยความอึดอัด ไม่พอใจ ผลงานก็ออกมาได้ไม่ดี หรือได้งานน้อยกว่าศักยภาพที่แท้จริงของเขาที่เขามีอยู่ เราไปดู 5 ข้อคิดที่จะทำให้หัวหน้าเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจลูกน้องได้กันครับ

1.มีทักษะทางด้านการสื่อสาร

การทำงานร่วมกันทุกวันนี้ การสื่อสารถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากต้องมีความที่ชัดเจน สื่อสารออกมาแล้วคนฟังเข้าใจเห็นภาพที่ตรงกัน บ่อยครั้งที่หัวหน้าโมโหลูกน้องที่ทำงานมาออกมาไม่ดี และปัญหาส่วนใหญ่ก็มาจากการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ อยากได้งานแบบไหน คาดหวังอะไร จำนวนเท่าไหร่ ต้องการอะไรที่สำคัญบ้าง นอกจากเรื่องการสื่อสารที่เข้าใจ  ต้องสามารถทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย จริงๆแล้วการสื่อสารเป็นทักษะสำคัญของการเป็นผู้นำด้วยเช่นกัน บ่อยครั้งหัวหน้าต้องเป็นตัวแทนของทีมงานในการนำเสนอ Presentation จำเป็นอย่างยิ่ง หัวหน้าที่สามารถขายงานพรีเซ็นได้เก่งนั่นถือได้ว่าคุณเลือกผู้นำที่ดี แต่ก็ต้องบอกก่อนนะครับว่าเจ้านายก็ไม่ได้เก่งทุกอย่างแต่อาจมีความสามารถบางอย่างที่โดดเด่นและหาทดแทนได้ยาก

2.มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ

ความมุ่งมั่น ตั้งใจถือเป็นคุณสมบัติของคุณที่ประสบความสำเร็จ หัวหน้าหลายคนล้วนแล้วแต่มีความมุ่งมั่นในการทำงานของตนเองกันทั้งนั้น แต่ความมุ่งมั่นนั้นต้องรวมกับความตั้งใจและสม่ำเสมอ การเป็นเจ้านายต้องมุ่งมั่นมีไฟในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างตลอดรอดฝั่ง เกิดมีเจ้านายที่อดีตเคยมุ่งมั่นลูกน้องจะฝากความหวังได้อย่างไรกันว่ามั้ย จะเป็นผู้นำต้องเป็นคนที่คอยส่งต่อความมุ่งมั่นในการทำงานให้กับทีมถ้าไฟมอดตั้งแต่หัวหน้าอย่าหวังว่าทีมจะมีไฟเลยครับ

3.มีความน่าเชื่อถือ ในคำพูดและการกระทำ

หัวหน้า วาจาการกระทำอยู่ในสายตาลูกน้องเสมอ วาจาต้องศักสิทธิ์ เมื่อพูดแล้วก็ควรทำตามอย่างที่พูดได้ ไม่ต้องอธิบายกันเยอะนะครับ ใครที่เคยเจอหัวหน้าพูดอย่างทำอีกอย่างจะเข้าใจความรู้สึกนั้นดี รับปากว่าได้ สุดท้ายทำเป็นลืมไม่เคยพูดซะงั้น ถ้าหากยังทำแบบนี้เสมอๆ คงไม่มีใครอยากทำงานด้วยเพราะความน่าเชื่อถือไม่มี และหัวหน้าก็คงไม่ได้ใจลูกน้องแน่นอน

4.พูดคำว่า ทีม มากกว่าตัวเอง

งานจะสำเร็จไม่มีทางที่จะสำเร็จได้เพียงแค่คนๆ เดียว การทำงานจึงจำเป็นต้องมีคนคอยสนับสนุน อาศัยความเชี่ยวชาญ ชำนาญของแต่ละคนในทีมเข้ามาช่วยเพื่อให้งานไปยังเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างรวมเร็ว สมบูรณ์แบบ นั่นก็หมายถึงทุกคนมีส่วนร่วมในความสำเร็จของทีมร่วมกัน ฉะนั้นแล้วหัวหน้าที่เอาความสำเร็จเป็นของตัวเองแปลว่าคุณกำลังทำลายความเป็นทีมเวิร์คลงอย่างช้าๆ และลูกน้องส่วนใหญ่ก็จะเริ่มหมดกำลังใจ ท้อแท้ไปเรื่อยๆ เพราะทำแล้วไม่ได้ประโยชฯ์อะไรช่วยกันทำแต่เป็นผลงานของหัวหน้าคนเดียวไปซะงั้น จากการบั่นทอนเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ  ลองสังเกตุหัวหน้าที่ดีเวลาพรีเซ็นหรือพูดในงานจำจะให้เครดิตทีมงาน ทีมนั้นทีมนี้อยู่เสมอ นั่นเป็นการให้เกียรติในการทำงานร่วมกันแบบมีส่วนร่วม

5.สนันสนุนลูกน้องในทีม

หัวหน้าที่ดีต้องคอยดันส่งลูกน้องตัวเองให้ดีขึ้น ให้เจริญก้าวหน้า ยินดีกับความสำเร็จของเขาในหน้าที่การงาน ไม่ใช่กี่ปีกี่ปีก็ให้ลูกน้องอยู่กับที่ ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยถูกดันขึ้น หัวหน้าที่ดีต้องไม่กลัวลูกน้องจะโดดเด่นหรือได้ดีกว่าตัวเราเอง ต้องภูมิใจมากกว่าที่เราสามารถทำให้คนๆหนึ่งพัฒนา หัวหน้าต้องทำหน้าที่ในการสนับสนุนให้ลูกน้องมุ่งไปในเส้นที่ถูกเป้าหมายที่วางไว้อย่าปล่อยให้ลูกน้องเคว้งคว้าง การสนับสนุนลูกน้องดูได้จากการรับฟังความคิดเห็น ปล่อยให้เขาได้ลองผิดลองถูก มอบอำนาจการตัดสินใจ เรียนรู้ และเฝ้ามองอย่างระวัง

6.ความยุติธรรม

ข้อนี้ถือเป็นสิ่งที่ต้องมีเป็นอย่างมากในการทำงานและในการดูแลลูกน้อง หัวหน้าที่ดีต้องมีความยุติธรรมไม่ลำเอียงเข้าข้างใครเป็นพิเศษ แน่นอนว่าเป็นคนต้องมีชอบมากชอบน้อยเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่ต้องมีพื้นฐานความถูกต้องยุติธรรมไว้ด้วย ลูกน้องอันเป็นที่รักทำงานไม่ดีหัวหน้าก็ต้องว่าไปตามเนื้องาน สนับสนุนตามความสามารถที่แสดงออกมา ลูกน้องที่รักน้อยกว่าก็ต้องให้การสนับสนุนเท่าเทียมกัน ช่วยส่งเสริมให้เขาได้ปรับปรุงผลงาน เอาใจใส่ดูแลเขาเท่ากับลูกน้องอันเป็นที่รัก ไม่มีใครอยากทำงานอยู่กับหัวหน้าที่ไม่มีคุณธรรมหรอกครับ

เจ้านายที่ดี ก็ต้องมีลูกน้องสนับสนุน ลูกน้องที่ดีต้องมีเจ้านายสนับสนุนเหมือนกัน

การเป็นหัวหน้าเราต้องรู้จัก การก้ม และการเงย คือ ก้มมองสิ่งที่ทำผ่านมาในอดีต มองสิ่งที่ทำในปัจจุบัน และต้องเงย เพื่อมองเป้าหมาย

5 กิจกรรมสร้างทีมเวิร์คที่พนักงานอยากให้มี

เมื่อพูดถึงการสร้างทีม (Team Building) หลายต่อหลายคนคงจะนึกถึงกิจกรรมที่ทุกคนในทีมต้องทำร่วมกันเพื่อสร้างความสามัคคี และแน่นอนว่าความตั้งใจในการสร้างทีมนั้นมาจากเจตนาที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยจับคนที่ไม่ค่อยรู้จักกันมาทำงานด้วยกัน อาจจะทำให้เกิดสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจขึ้น ลองนึกถึงตอนรับน้อง หรือ การเข้าค่ายลูกเสือสมัยเด็กที่คุณถูกบังคับให้ทำอะไรด้วยกันเป็นกลุ่มว่าน่ากระอักกระอ่วนแค่ไหน
หากคุณเป็นหัวหน้างานที่ต้องการกระชับความสัมพันธ์ของคนในทีม หรือ เป็นฝ่าย HR ที่ต้องดูแลความเป็นไปของพนักงานทั้งหมดของบริษัทเราขอเสนอวิธีที่จะทำให้พนักงานเกิดความสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น และพัฒนาศักยภาพของทีมไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อองค์กรโดยรวมอีกด้วย

1. จัดกิจกรรมนอกสถานที่ทำงาน
บางครั้งวิธีที่ดีที่สุดที่จะสร้างความสัมพันธ์ในทีม คือการปล่อยให้คนในทีมทำความรู้จักกันเอง โดยไม่ต้องมีการบังคับหรือมีแบบแผนที่ตายตัว การจัดกิจกรรมบางประเภท เช่น การจัดทริปไปเที่ยวต่างจังหวัด การจัดฉายภาพยนตร์ หรือ วันกีฬาสี ให้พนักงานทุกคนได้เข้าร่วม นอกจากพนักงานจะได้เปลี่ยนบรรยากาศจากห้องสี่เหลี่ยมในที่ทำงานแล้ว ยังถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้คนในทีม หรือแม้แต่คนต่างแผนกได้รู้จักกัน และนั่นจะทำให้พวกเขาสามารถติดต่อประสานงานกันได้ดียิ่งขึ้นเมื่อต้องร่วมงานกันในอนาคต

2. ร่วมกันเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม
การได้ร่วมกันเป็นตัวแทนของบริษัทในการทำกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมด้วยความสมัครใจ เช่น การบริจาคสิ่งของให้ผู้ที่ขาดแคลน หรือ มอบหนังสือให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล จะช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากคนที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวมีความตั้งใจอาสามาทำกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมอยู่แล้ว ที่สำคัญคือ กิจกรรมเหล่านี้จะเป็นการรวมตัวกันของคนที่มีความสนใจในเรื่องที่คล้ายๆกัน ซึ่งอาจทำให้พวกเขาพูดคุยกันได้ถูกคอ สามารถทำความรู้จักกันได้ง่ายกว่าเพื่อนร่วมงานธรรมดา และไม่ต้องปรับตัวมากนัก

3. ส่งเสริมให้พนักงานแต่ละคนพัฒนาศักยภาพของตนเอง
ทั้งการเรียนรู้ทักษะการทำงานเพิ่มเติมและการเติบโตในหน้าที่การงานล้วนเป็นส่วนที่สำคัญต่อความสำเร็จในชีวิตการทำงานของพนักงานทุกคน แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเป็นแค่เรื่องของพนักงานเท่านั้น ทางฝั่งองค์กรอย่างคุณก็ควรพิจารณาจัดหาทรัพยากรเพื่อรองรับและเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานให้กับพวกเขาด้วย ซึ่งการส่งเสริมศักยภาพของพนักงานนี้สามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรม สัมมนา การฟังการบรรยายจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  หรือแม้แต่การเข้าถึงแหล่งความรู้อย่างห้องสมุด หรือสื่อออนไลน์

4. แบ่งปันประสบการณ์การทำงาน
ลองใช้วิธีการจับเข่าคุยกันระหว่างคนในทีม เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ในการทำงานให้สมาชิกทุกคนได้รับฟัง พนักงานคนหนึ่งอาจจะยกตัวอย่างเคสที่เคยเจอขึ้นมา และให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ คาดเดาผลลัพธ์หรือสมมติว่าถ้าเป็นตัวเองจะแก้ไขปัญหานั้นๆ อย่างไร  การแชร์ประสบการณ์การทำงานที่แต่ละคนเคยเจอมาจะส่งเสริมให้พนักงานสื่อสารกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น และในระหว่างนี้พนักงานทุกคนจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะเคารพความแตกต่างซึ่งกันและกันทั้งในเรื่องของบุคลิกส่วนตัว และสไตล์ในการทำงาน ผ่านการบอกเล่าและทำความรู้จักกับตัวตนของเพื่อนร่วมงาน

5. จัดประชุมแบบไม่เป็นทางการ
การจัดการประชุมเพื่อพูดคุยกันแบบเป็นกันเองระหว่างพนักงานในองค์กรอย่างน้อยเดือนละครั้ง จะเป็นช่วงเวลาให้พนักงานได้พักเปลี่ยนบรรยากาศจากการทำงานเดิมๆ โดยเรื่องที่จะพูดคุยในการประชุมนี้ จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่เรื่องงาน อาจมีการเพิ่มความสนุกด้วยการตั้งประเด็นในการพูดคุยที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละครั้ง เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การบอกเล่าตัวตน งานอดิเรกที่ชื่นชอบของแต่ละคน ให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆได้ฟังประมาณ 5-10 นาที แล้วเวียนกันไปจนครบทุกคน วิธีนี้เป็นการละลายพฤติกรรมของพนักงานใหม่ ที่ทำให้พนักงานสามารถเข้าถึงตัวตนของเพื่อนร่วมงานได้ง่ายๆ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น